หน้าแรกข้อมูลองค์กรธุรกิจพีอีเอ เอ็นคอมโครงการที่สำคัญข่าวและความเคลื่อนไหวข่าวและความเคลื่อนไหวติดต่อเรา

พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)

พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)

มาทำความรู้จักกับพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)

          ในปัจจุบัน ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป พิจารณาได้จากภัยธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสาเหตุเกิดจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆของพวกเรา ตั้งแต่เดินทางไปทำงานก็ต้องขับรถยนต์ไปทำงาน หรือรถโดยสารซึ่งต้องใช้น้ำมัน เมื่อมาทำงานในโรงงานหรือบริษัทก็ต้องใช้ไฟฟ้าในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิต จึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าพวกเรามีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการดูแลรักษาโลกใบนี้เพื่อให้ชนรุ่นหลังรวมถึงตัวเราเองจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกคน ด้วยเหตุนี้เอง จึงมี พิธีสารเกียวโตเกิดขึ้นมา เพื่อดูแลและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ให้ระดับที่เหมาะสม ซึ่งพิธีสารเกียวโตมีสาระสำคัญดังนี้

       “การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 1 (COP-1) ในปี พ.ศ. 2538 ที่ประชุมเห็นสมควรตามพันธกรณีของประเทศในภาคผนวกที่ 1 ให้บรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของอนุสัญญาฯ จึงมีมติให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Ad Hoc Group on the Berlin Mandate:AGBM)เพื่อร่างข้อตกลงขึ้นใหม่ให้มีการบังคับ ให้อนุวัตตามพันธกรณี คณะทำงานได้ทำการยกร่างข้อตกลงดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง และได้มีการนำเสนอในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีสมัยที่ 3 (COP-3) ในปีพ.ศ.2540  และประเทศภาคีมีมติรับรอง พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในการประชุมครั้งนั้น  

        พิธีสารได้กำหนดให้มีขั้นตอนและกลไกในการตัดสิน และดำเนินการลงโทษในกรณีที่ประเทศภาคีไม่ดำเนินการตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโตได้กำหนดกลไกยืดหยุ่น (Flexibility Mechanisms) ขึ้น 3 กลไก ดังนี้

              1.กลไกการทำโครงการร่วม (Joint Implementation, JI) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้ว สามารถดำเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันเองระหว่างประเทศในกลุ่ม ภาคผนวกที่ 1 ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ เรียกว่า ERUs (Emission Reduction Units)

          2.กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism, CDM) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 12 ซึ่งกำหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศในกลุ่ม Non-Annex I ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ จะต้องผ่านการรับรอง จึงเรียกว่า CERs (Certified Emission Reduction)

        3.กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading, ET) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 17 ซึ่งกำหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตามที่กำหนดไว้ได้ สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อยจากประเทศในภาคผนวกที่ 1 ด้วยกันเอง ที่มีสิทธิ์การปล่อยเหลือ (อาจเป็นเครดิตที่เหลือจากการทำโครงการ JI และ CDM หรือ สิทธิ์การปล่อยที่เหลือเนื่องจากระบบเศรษฐกิจทำให้ปริมาณการปล่อยในปัจจุบันน้อยกว่าปริมาณการปล่อยเมื่อปี ค.ศ. 1990 จึงมีสิทธิ์การปล่อยเหลือพร้อมที่จะขายได้) เรียกสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะซื้อขายกันนี้ว่า AAUs (Assigned Amount Units)” 

ในครั้งหน้าเราจะมาทำความรู้จัก กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism, CDM) ว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย และอะไรคือ ANNEX I, ANNEX II,NON-ANNEX I

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

http://www.thailog.org/wikilog/2011-01-28-08-47-18/item/303-ความเป็นมาของพิธีสารเกียวโต-kyoto-protocal.html 

ขอขอบคุณรูปภาพจาก:

http://www.tradenewswire.net/archives/9781

http://www.dede.go.th/cdm/potential.htm 

http://www.biogang.net/expert_view.php?menu=expert&uid=4925&id=1147



 

 

  Copyright 2005-2011 www.pea-encom.com All rights reserved.
view